ปางดะหัวใจแห่งเมล็ดพันธุ์

pangda

สถานีเกษตรหลวงปางดะ

สถานีเกษตรหลวงปางดะ

สถานีเกษตรหลวงปางดะ

สถานีเกษตรหลวงปางดะ

สถานีเกษตรหลวงปางดะ

สถานีเกษตรหลวงปางดะ

สถานีเกษตรหลวงปางดะ

สถานีเกษตรหลวงปางดะ

สถานีเกษตรหลวงปางดะ

สถานีเกษตรหลวงปางดะ

สถานีเกษตรหลวงปางดะ

สถานีเกษตรหลวงปางดะ

สถานีเกษตรหลวงปางดะ

สถานีเกษตรหลวงปางดะ

สถานีเกษตรหลวงปางดะ

สถานีเกษตรหลวงปางดะ

สถานีเกษตรหลวงปางดะ

สถานีเกษตรหลวงปางดะ

สถานีเกษตรหลวงปางดะ

สถานีเกษตรหลวงปางดะ

สถานีเกษตรหลวงปางดะ

สถานีเกษตรหลวงปางดะ

สถานีเกษตรหลวงปางดะ

การเดินทางมาสถานีเกษตรหลวงปางดะ ชื่อที่ออกจะฟังดูแปลกๆ ไม่คุ้นหูทำให้คำถามแรกของบทสนทนาคือ การไถ่ถามถึงที่มาที่ไปของชื่อปางดะและบทบาทหน้าที่การทำงานของสถานีแห่งนี้กับหัวหน้าสถานีเกษตรหลวงปางดะ วิพัฒน์ ดวงโพชน์

ปาง คือ ที่พักชั่วคราว เช่น ปางช้าง ดะ หมายถึง ตะลุยไปเรื่อย ปางดะ จึงเป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านชาวไร่เข้ามาทำสวนไม่ได้อยู่ถาวร

บนพื้นที่สูงที่ตั้งของสถานีเกือบแปดร้อยเมตร ทำให้การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์เพื่อทำวิจัยและทดลองนั้นต้องเลือกพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นดินและอากาศ งานวิจัยของสถานีจึงไม่ใช่วิจัยเมืองหนาวอย่างที่ใครหลายคนคิดไว้ แต่กลับเป็นงานวิจัยพืชเมืองร้อน

เหตุผลที่ว่าคือ ทุกสรรพสิ่งล้วนมีธรรมชาติและระเบียบทั้งสิ้น ธรรมชาติจะรักษาแต่สิ่งที่จำเป็น และกำจัดส่วนเกินทิ้ง นี่คือการคัดสรร โดยลักษณะและธรรมชาติของไม้กล้าผล ถ้าหากเติบโตบนพื้นที่สูงอุณหภูมิหนาวเย็นจัด ไม้ผลจะพักตัวและไม่เจริญเติบโตได้เต็มที่ ระบบรากก็ไม่งอก ลำต้นไม่โตเพราะอากาศหนาวเย็นมากเกินไป ทำให้ต้นกล้าต้นเล็กๆ ไม่อาจแทงยอดขึ้นมาได้อย่างต่อเนื่อง อุณหภูมิที่เหมาะสม ความชื้นที่พอดิบพอดีจะเติบโตได้ดีกว่า

ที่นี่ สถานีเกษตรหลวงปางดะ ต.สะเมิงใต้ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ จึงเหมาะสมใช้เป็นชัยภูมิ เป็นพื้นที่วิจัยพันธุ์พืช ทดสอบแปลงไม้ผลให้กับประเทศด้วยประการทั้งปวง

หน่วยเพาะพันธุ์พืชมีหลากหลายสายพันธุ์ เริ่มด้วยข้าวโพดหวาน ถั่วแขก กุยช่ายขาว หนอนไม้ไผ่ (รถด่วน) ส้ม ราสเบอร์รี่ มัลเบอร์รี่ อโวคาโด มะเดื่อฝรั่ง องุ่นไร้เมล็ด กีวีฟรุต เสาวรส ลิ้นจี่ อีกทั้งยังเป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์มะม่วงต่างประเทศ (เรดดราก้อน โบวิ่น นวลคำ) ไผ่หวานอ่างขาง (หม่าจู๊) ไผ่หยกลี่จู๊ พืชผักสมุนไพร และมีเรือนไม้ดอก โรงเรือนกุหลาบที่ควบคุมอุณหภูมิ โรงเรือนปลูกผัก และงานอารักขาพืช

จะว่าไปแล้ว ภายในพื้นที่ของสถานีกินอาณาเขตถึง 1,232 ไร่ กว้างขวางใหญ่โตไม่ใช่น้อย ผลผลิตที่เพาะปลูกลงไปนั้นไม่ได้เต็มอาณาบริเวณทั้งหมด สัดส่วนการใช้พื้นที่เพื่อการทดลองและขยายพันธุ์พืชจริงๆ อยู่ที่ 804 ไร่ ส่วนที่เหลือเป็นพื้นที่ป่า โมเดลการใช้พื้นที่ของสถานีเกษตรหลวงปางดะถือเป็นแบบอย่างกรณีศึกษาการใช้พื้นที่สูงให้กับประเทศซึ่งแบ่งได้เป็น 3 ส่วน 1. พื้นที่บนยอดดอยหรือสูงสุดต้องเป็นพื้นที่ป่า เพราะป่าจะเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร สร้างความชุ่มชื่นให้มีน้ำใช้ตลอดทั้งปี และเมื่อฝนตกลงมา ป่าจะช่วยชะลอการพังทลายของหน้าดิน 2. ถัดจากป่าจะเป็นแปลงไม้ผลซึ่งเมื่อได้ลงมือเพาะปลูกแล้ว ปลูกเพียงครั้งเดียว ไม้ผลพวกนี้จะยืนต้นนานนับปี 3. ส่วนที่ราบข้างล่างจะนำไปปลูกพืชผัก ซึ่งต้องมีการเตรียมดินกันทุก 2-3 เดือน มีการพรวนดินอยู่ตลอด

กระบวนการทดลองตั้งแต่การวิจัยพื้นที่ การสืบเสาะหาพันธุ์พืชต่างประเทศเพื่อมาทดลองปลูก สำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้าง แต่นั้นไม่ใช่ปัญหาใหญ่ของที่นี่ เพราะหัวใจของที่นี่คืองานวิจัยเพื่อปลายทางสุดท้ายแล้วนำไปช่วยชาวเขา ช่วยชาวเรา ช่วยชาวโลก

อ่านเพิ่มเติม www.mbamagazine.net

คลิกเพื่อดู Categories/Travel ทั้งหมด